ขอโทษค่ะที่ทำให้อึ้ง (ภาค 2)

จะว่าไปแล้ว อ.คงไม่ได้มีลางอะไรหรอก ขอ flashback กลับไปเมื่อ 2-3
อาทิตย์ที่ผ่านมา…

“แล้วอ.ไม่หงุดหงิดเหรอคะที่ทำแล้วไม่ได้เอาไปใช้เสียที”

(อ.ทำหน้างงเล็กน้อย)
“หงุดหงิดเหรอ…ยังงั้นผมก้อต้องหงุดหงิดทุกเรื่องเลยสิ ขนุน..ขนุนไม่ได้แบกโลกทั้งโลกไว้นะ”

“ผมมีหน้าที่ทำตรงส่วนนี้ ใครจะเอาไปใช้ก็ช่าง
ไม่ใช่ส่วนที่ผมต้องไปกังวลต่อไป นี่หมดหน้าที่ผมแล้ว”

(อืมม..อึ้งเล็กน้อย ทึ่งในตัวแอดไวเซอร์อย่างแรง..นี่ไง pure
scientist… > 90% purity judging by idea)

(อืมม..รู้สึกเหมือนยืนถ่างขาอยู่บนโลกสองใบที่ห่างกันสุดขั้วและไม่มีใครบนโลกสองใบนั้นอยากจะโคจรเข้ามาเจอกัน
มนุษย์บนโลกสองใบต่างก้อแสนสุขอยู่บนโลกตัวเอง
แต่ฉันกำลังปวดเมื่อยกับการไม่มีที่ยืนอยู่บนทั้งสองโลก)

Flashback กลับมาเหตุการณ์ปัจจุบัน

…เนี่ยผมอยากทำให้พวกการแพทย์สนใจ อยากจะให้คนของกระทรวงสาธารณสุขได้มาสนใจ..อ.วันเพ็ญก็ได้ก็เป็นอีกกลุ่มนึงที่เอางานจากเราไปใช้ได้
อ.แกจะเน้นประยุกต์เหมือนอ.วัชระแหละ

 

และ flashback กลับไปที่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา..

“ผมไม่ชอบอะไรที่ต้องใช้สัตว์ทดลอง ผมไม่อยากทำบาป”

“แต่แลบเราเนี่ยใช้สัตว์ทดลองเยอะสุดแล้วนะคะอ.
ลูกน้ำยุงเป็นล้านตัวแล้วมั้งคะ”

..คำถามที่ค้างคาสำหรับเราอยู่เสมอคือ..สำหรับ “ความอยากรู้อยากเห็น”
มันพอแล้วเหรอกับชีวิตลูกน้ำไม่รู้เท่าไหร่

กับคำถามนี้เราเหมือนจะเคยรู้ว่าอ.ก้อพยายามจะดันให้ไปสู่การใช้จริง
แต่มีเรื่องการเมือง ทุน บลาๆๆๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

Flashback กลับมาๆ…

“ผมว่าผมสนใจ pertussis มากขึ้นเรื่อยๆเดี๋ยวผมจะเริ่มทิ้ง BT ละ
จะได้ไม่ต้องใช้ลูกน้ำยุง”

 

และเมื่อ  1-2 ปีที่ผ่านมา..

“หนูก้อยังไม่เห็นว่าการรู้ว่า helix มันเอียงทำมุมกี่องศากับ
membrane แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเลยค่ะ”

(อึ้ง)… “มีสิขนุน แค่เราได้ทำให้มันกระจ่างมันก็มีประโยชน์แล้ว
ความรู้ทุกอย่างมันมีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ”

…เราคงไม่เก็บเอามาคิดรกหัวสมองหรอกถ้ามันเป็นงานของใครก้อไม่รู้
จะทำอะไรก้อช่างหัวเค้า แต่นี่เป็นอ.ที่เรารู้จักดีว่าเป็นคนดีมีตรรกะคนนึง
เราก้อเลย..ไม่รู้สิ เราอยากจะเข้าใจอ.น่ะ แต่ดูเหมือนเราไม่เคยจะเข้าใจเลย


This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

5 Responses to ขอโทษค่ะที่ทำให้อึ้ง (ภาค 2)

  1. Puey says:

    อลังการมาก ชอบว่ะ … ถูกใจ

  2. Au says:

    อ่ะ ก็เม้นท์ได้นี่นา ^ ^!!

  3. Niramon says:

    อ่านแล้วได้อารมณ์สุดๆ ได้ใจมาก เอาไปเลยห้าดาว

  4. Puey says:

     
    ผมว่าพวกเรายังแคบไปนิดนึง ที่เอาคำพูดของคนหนึ่งคนมาตัดสินวิทยาศาสตร์ว่าไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แต่ไม่เป็นไร อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเราไม่ได้คลุกคลีกับนักวิทยาศาสตร์ดีๆ ที่ดีจริงๆ ก็เป็นได้ จริงๆ ผมมีงานที่จะต้องเขียนอีกเยอะมาก แต่เห็นแล้วอดไม่ได้ ขอฝากความเห็นไว้ให้ลองเอาไปตริตรองดูแล้วกัน ผมไม่อยากจะเขียนอะไรที่อาจจะทำให้ฟังดูแล้วไม่ดี แต่คำกล่าวที่บอกว่า"ผมไม่ได้แบกโลกไว้ทั้งใบ แค่ทำงานวิจัย ผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว" อันนั้น ฟังเผินๆ อาจจะดูดี แต่สำหรับผมมันเป็นคำพูดที่แสดงถึงความไม่รับผิดชอบทั้งต่อสังคมและต่อตัวเองแถมยังแสดงให้เห็นได้ชัดว่านักวิทยาศาสตร์หรือคนที่อ้างว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์คนนั้นมองปัญหาแค่ผิวเผิน มองภาพรวมของงานวิจัยไม่ทะลุ หรือไม่ได้คิดจะแก้ปัญหาจริงๆ เพียงแค่ทำงานวิจัยให้ได้ชื่อว่าฉันเป็นนักวิทย์ฉันทำงานวิจัยก็แค่นั้น ตัววิทยาศาสตร์จริงๆ ไม่ได้มีความผิดอะไร อย่าไปโทษวิทยาศาสตร์ มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน อย่าเอาแนวคิดฉาบฉวยของคนคนนึงมาตัดสินวิทยาศาสตร์ อย่าลืมว่าวิทยาศาสตร์เป็นจุดกำเนิดของเทคโนโลยี ถ้าไม่มีนักวิทยาศาสตร์ ป่านนี้มนุษย์ก็คงยังจุดคบเพลิงจุดไต้กันอยู่
    ถ้าไม่มีเฟลมมิ่ง พวกเราก็คงจะไม่มียาปฏิชีวนะให้ใช้กันอยู่ ลองคิดง่ายๆ ถ้าเจ้าเป็นนักเรียนของเฟลมมิ่ง แล้วเจอเชื้อราคอนทามิเนตจานเลี้ยงเชื้อ เจ้าจะทำยังไง? ทิ้งลงถังเพราะว่ามันเป็นเนกาทีฟหรือว่าตื่นเต้นเพราะว่าราสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้? ถ้าเจ้าอ่านเปเปอร์ของเฟลมมิ่ง รายับยั้งการโตของแบคทีเรียในตอนนั้น ไม่แน่ อาจจะมามองภาพไม่ออกว่ามันจะมีประโยชน์อะไร? ตีพิมพ์มาทำไม ไม่เห็นจะมีคุณค่าเลยก็เป็นได้แต่นี่เฟลมมิ่งตื่นเต้น เพราะเขามองปัญหาออก เขาตั้งสมมติฐานทันทีว่ามันต้องมีสารอะไรซักอย่างนึงที่รามันปล่อยออกมาทำให้แบคทีเรียไม่โต หลังจากการศึกษาวิจัยอยู่พักใหญ่มันก็กลายเป็นยาปฏิชีวนะที่ช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน
    ลองมองด้วยใจที่เป็นกลางสิครับ ลองนึกดูว่าถ้าไม่มียาปฏิชีวนะของเฟลมมิงแล้ว จะมีคนตายจากโรคติดเชื้ออีกมากแค่ไหน? อายุเฉลี่ยของคนจะเหลือเท่าไร ถ้าคนติดเชื้ออะไรนิดหน่อยแล้วก็ตายเนี่ย?
    ที่ขนุนบอกว่าหมอดีกว่านักวิทย์หรือนักวิทย์ดีกว่าหมอนั้น ผมอยากจะบอกว่าทั้งสองฝ่ายสำคัญทั้งคู่ นักวิทยาศาสตร์เป็นคนคิดถึงเทคโนโลยี ถ้าบอกว่าเรียนวิทย์ เรียนไปทำไม ศึกษาไปทำไมว่าเกลียวไหนเรียงตัวอย่างไร ไม่เห็นน่าสนใจ ช่างหัวมัน แสดงว่าเรายังมองภาพรวมของปัญหางานวิจัยเราไม่ออก ก่อนที่เราจะทำงานวิจัยงานนึง เราต้องบอกก่อนได้ว่าเราหวังว่าเราจะได้อะไร เราจะตอบคำถามอะไร แล้วตอบได้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมากนะครับ เพราะถ้าเรามองปัญหาไม่ออก ก็จะไม่มีแรงจูงใจ พอทำงานไปซักพักก็อาศัยการเดามั่ว เดาซั่ว อยากบอกว่าไม่มีใครเขามานั่งรีพีท รีพีทงานเนกาทีฟซ้ำๆ ซากๆ หลายๆ ครั้งหรอกครับ ส่วนใหญ่เขาก็ทำอยู่สองสามครั้ง ไม่เกินนี้ ถ้าไม่เวิร์คก็คิดแผนใหม่ทำใหม่ ลองคิดดูนะ ถ้าเกิดว่าเจ้าการเรียงตัวของเฮลิก มันช่วยให้เอาไปทำเป็นยาได้ ถ้าเจ้าบอกช่างหัวมัน ยาก็ไม่เกิด อย่าลืมนะครับว่า เป็นหมอ หนูช่วยคนไข้ได้วันละยี่สิบถึงห้าสิบคน แต่อย่าลืมว่าถ้าเจ้าเจอยาตัวใหม่ๆ ที่มีคุณค่า คุณจะจะเซฟชีวิตได้นับแสนต่อปีก็เป็นได้อีก
    ลองคิดใหม่นะ ลองมองปัญหาดีๆ มองปัญหาให้ทะลุ แล้วค่อยทำ ทำเพราะสนใจ หรือเพราะอยากทำ อย่าสักแต่ว่าทำเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราทำ เท่านั้น คิดก่อนทำ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s